โหลดเพลง คลิปวีดีโอ นิยาย การ์ตูน
สารบัญหลัก
 
สารบัญย่อย

ประวัติครูบาอาจารย์

 
   
  Navigator :: เสียงธรรม | ประวัติ | รูปภาพ | หนังสือ-บทความ | เว็บไซต์
 
   

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

จากหนังสือ

ปกติ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และสิ่งที่ฝากไว้

เรียบเรียงและจัดพิมพ์โดย กลุ่มเทียนสว่างธรรม

มีนาคม 2532

การปฏิบัติและการรู้ธรรม *

* เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบขั้นตอนการปฏิบัติ และการรู้ธรรมะของหลวงพ่อโดยละเอียด ผู้จัดพิมพ์จึงใคร่ขอนำคำให้สัมภาษณ์ของหลวงพ่อมาลงพิมพ์ไว้ทั้งหมด

หลวงพ่อวันทองท่านให้ไปขอกรรมฐาน รับเอาตัวกรรมฐานนี่นะ เวลาจะเข้ากรรมฐาน ต้องมีการสมาทานเข้า ออกจากห้องกรรมฐานต้องมีการสมาทานออก ตั้งแต่หลวงพ่อเรียนสมัยเป็นเณรเป็นพระ ไปหาหลวงพ่อวันทองนี่ ท่านให้รับอุโบสถศีล ก็หลวงพ่อรับอยู่แล้ว ท่านให้ภาวนาตาย หายใจเข้าให้ว่าตาย หายใจออกให้ว่าตาย หลวงพ่อก็ทำเพราะว่าไปเรียนกับเขา ต้องทำกับเขา

ในขณะนั้นหลวงพ่อไปรับกรรมฐานจากหลวงพ่อวันทอง ทุ่มหนึ่งหรือสองทุ่มนี่แหละ ก็มาทำ มาภาวนา ตาย ตาย ตาย

พุทโธ ก็เคยทำมาแล้ว หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ  พุทโธ แต่ไม่ให้ออกเสียง ทุกคนคงจะรู้นะ

“ทำไปหลวงพ่อ”

มันมี 2 คน (ใน) ตัวหลวงพ่อเอง

เดี๋ยวก็ “ทำไปทำไม” มันชวนนอนลง (พอเรา)นอนแล้ว

“บัดนี้ มานอนหรือมาทำไม” มันถามกัน 2 คน

“แท้มาเจริญสติ”

“มาเจริญสติมาศึกษาธรรมะ นอนมันจะได้เรื่องอะไร ลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมา”

หลวงพ่อก็มา ภาวนา ตาย

“แหม ทำไปทำไม” อีก

นี่มันเป็นอย่างนี้ มัน 2 คน หลวงพ่อเป็นบ้านะ

ไม่ใช่บ้าอย่างที่บ้าอันนี้นะ พวกคุณเข้าใจไหม บ้าเหมือนมันมี 2 คน เดี๋ยวก็ขยัน เดี๋ยวก็ขี้เกียจ ขี้เกียจไม่รู้จักขี้เกียจ ไม่รู้จักว่าขี้เกียจ ไม่รู้จักว่าขยัน แต่มันเป็นไปตามเรื่อง นอนลง

“มานอนหรือ”

นี่มันมีคำพูดในใจ แต่ไม่ได้ยินทางหูนะ มันได้ยินทางใจ

“ลุกขึ้นมา ทำไปทำไม จะได้อะไร”

แน่ะ มันถามขึ้นมา นอนลงไป

โอ้..นาน หลวงพ่อเป็นอย่างนั้น ก็เลยตัดสินใจนอน วันนั้นก็เลยนอน นอนแล้วตอนเช้าหลวงพ่อก็ลุก ข้างหน้า แปรงฟันดี ๆ แล้วก็ตั้งใจทำใหม่

หลวงพ่อทำจริง ๆ นะ หลวงพ่อไม่เหมือนกับที่ว่า พรรคพวกทำ พรรคพวกไปปฏิบัติธรรมด้วยกันคราวนั้น พระ 23 รูป พระไม่ใช่พระที่อายุพรรษา 2-3 พรรษา ตั้งแต่ 5 พรรษาขึ้นไป อย่างน้อยที่สุด 8 พรรษา 12 พรรษา 15 พรรษาก็มี มีพระครูองค์หนึ่ง ที่ท่านมาจากอำเภอท่าบ่อ ตีตะปูอยู่ทั้งวันเลย ไปปฏิบัติธรรมะ กุฏิเขาแปลงแล้ว ท่านก็ไปถอนอันนั้น แปลงอันนี้ แต่ก็ไม่ทั้งวันหรอกนะ ท่านตีตะปู โป๊ก โป๊ก อยู่นั่น หลวงพ่อก็ “จักปานใดหนอ จึงจะแล้วหนอ หลวงตานี่ ท่านเจ้าคุณนี่ พระครูนี่”

พระ 23 รูป มีโยม 5 คน เป็นผู้ชาย 2 คน ผู้หญิง 3 คน ผู้หญิงน่ะอายุ19 ปี 20 ปี กับ 20 กว่าปีนี่แหละ 2-3 คนนั้น คนหนึ่ง 19 ปี ส่วน 2 คนนั่น 20 กว่าปี แล้วก็มีนายฮ้อยพ่อมุกนี่คนหนึ่ง นายฮ้อยพ่อมุกนี่หลวงพ่อได้ความรู้ การทำมาหากินก็เพราะนายฮ้อยพ่อมุกนี่เอง หลวงพ่อจึงรู้จักการทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวได้ ไปปฏิบัติธรรมะพร้อมกัน

พอดีไปปฏิบัติธรรมะ (แก)เกิดมาชวนหลวงพ่อคุยอยู่อย่างนั้นแหละ หลวงพ่อไม่เอา

หลวงพ่อก็เห็น(ว่า) อ้อ! ถ้าทำอย่างนี้ จะไม่ได้ผล หลวงพ่อเห็นนายฮ้อยพ่อมุกมา หลวงพ่อก็เอาผ้าปรกหัวไปเดินจงกรมตากแดดอยู่โน่น เพราะมันไม่มีร่มนี่ เป็นทุ่งนา ทุ่งนาก็รู้นะ หลวงพ่อให้คนญวนทำถนนไว้กลางทุ่งนา ยกท้องร่องให้ เดินอยู่นั่นแหละ 2-3 วัน นายฮ้อยพ่อมุกก็เลยหนีไปไม่กลับคืนมา หาว่าหลวงพ่อนี่เกลียดเขา แต่ความจริงหลวงพ่อไม่ได้เกลียดเขาหลวงพ่อตั้งใจจะไปศึกษาธรรมะจริง ๆ หลวงพ่อเป็นอย่างนั้น

พอดีหลวงพ่อทำระยะนั้นก็ไม่นาน ขอกรรมฐาน ดูเหมือนมื้อ 8 ค่ำ 9 ค่ำ มื้อ 10 ค่ำ หลวงพ่อก็รู้เลย ก่อนที่จะรู้นั้น หลวงพ่อนั่งพับเพียบ ตอนเช้า มื้อ 10 ค่ำนี่ แมงป่องตัวหนึ่งมันตกใส่ขา ให้หลวงพ่อพูดภาษาบ้าน หลวงพ่อดีนะ แมงป่องรู้จักไหม แมงงอด แมงงอดแม่ลูกอ่อนมันตกลงใส่ขาหลวงพ่อ พอดีตกปุ๊บลงมา ลูกมันอยู่กับแม่มันนะ ลูกมันอยู่ท้องแม่มันน่ะ มันก็แล่นออกตามขาหลวงพ่อนี่เลย พอดีมันแล่นตามขา หลวงพ่อก็เบิ่งมัน ดูมัน ลูกมันก็แล่นตาม แม่มันหมอบอยู่คาที่เลย ลูกมันก็ออกจากท้องแม่มัน ไปนาน ๆ แล้ว ลูกมันก็ก็กลับมาหาแม่มันอีก พอดีลูกมันมาหาแม่มัน หลวงพ่อก็ไปหาเอา ไม่ได้ไปทางใด หลวงพ่อก็นั่งอยู่ มีไม้อันหนึ่งหลวงพ่อก็เอาไม้แตะขาหลวงพ่อนี่ พอดีแตะขาอย่างนี้ แมงงอดตัวนั้นมันก็แล่นเข้าจับไม้หลวงพ่อเลย หลวงพ่อก็จับไม้หลวงพ่อไป มันมาส้น* นี้ หลวงพ่อก็จับส้นนั้น ไปส้นนั้น หลวงพ่อก็จับส้นนี้ แล้วเอาไปวางไว้ที่คันนา

* ส้น : ภาษาถิ่นอีสานแปลว่าข้าง

หลวงพ่อรู้จักธรรมะ ให้ว่าพริบตาเดียวก็ได้ หรือจะว่าอึดใจเดียวก็ได้ ในขณะนั้นหลวงพ่อรู้เรื่องรูป เรื่องนาม รู้รูปธรรม นามธรรม รู้รูปโรค นามโรค

รูปโรค นามโรค มี 2 อย่าง โรคทางเนื้อหนังอันหนึ่ง โรคทางจิตใจอันหนึ่ง หลวงพ่อรู้อย่างนี้ นั่งอยู่สบาย แต่จิตใจเกลียดหรือพอใจ ที่หลวงพ่อรู้อย่างนี้ก็เพราะว่า สมัยที่ทำกองกฐิน หลวงพ่อทุกข์ทางใจคือ แม่ออกแม่เทียน (แม่เทียน คือ ภรรยาหลวงพ่อในครั้งนั้น) ถาม หลวงพ่อมันทุกข์ทางใจ ไม่ได้ทุกข์ทางเนื้อหนัง อันนั้นเรียกว่า จิตวิญญาณเป็นโรค จึงว่าโรคมี 2 อย่าง

หลวงพ่อสะดุดใจ เมื่อหลวงพ่อรู้จักรูปโรค นามโรค โรคทางจิตใจดีแล้ว หลวงพ่อก็รู้จัก ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้จริง ๆ ไม่ใช่รู้กับตำรา รู้โดยญาณความรู้ หรือว่าสัญญา ความหมายรู้จำได้ มันเฉพาะตัวมันเอง

เมื่อรู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ดีแล้ว หลวงพ่อก็รู้สมมติ รู้สมมติผี สมมติเทวดา สมมุตินรก สวรรค์สมมติ หลวงพ่อรู้สมมติ ให้ว่าครบทีเดียว ทุกแง่ทุกมุมหลวงพ่อรู้ เวทมนต์กลคาถาหลวงพ่อรู้ ตอนนี้หลวงพ่อจะพูดให้ฟัง ตอนที่หลวงพ่อรู้สมมตินี่ หลวงพ่อเคยไปเรียนมนต์ แต่ไม่ต้องเอ่ยถึงคนนั้นคนนี้นะ มนต์คง มนต์ไล่ผี วัวธนูดูหน้าน้อย ไส้หนังบังควัน หลวงพ่อเรียนมา ตอนหลวงพ่อจะมาเล่าให้ฟัง ตอนหลวงพ่อรู้ธรรมะเรื่องสมมตินี่ คำมนต์จำได้เป็นบางตอน โอม ธุลี ธุลี คำมนต์ขึ้นมา มนต์ขลัง ปืนยิงไม่ออก มีดพร้าฟันไม่เข้า ท่านว่าอย่างนี้

โอมธุลี ธุลี คอกูมีแผ่นทองกั้นพร้า แผ่นเหล็กแผ่นทองกั้นพร้า กั้นมีดกั้นพร้า คอเรามีแผ่นเหล็กแผ่นทองกั้นไว้ เขาฟันไม่เข้า คอกูมีแผ่นทองกั้นพร้า หน้าผากกูแกร่งปานหิน แข็งปานหิน หน้าผากนี่ คนตีไม่แตกนี่ ตีน แปลว่า เท้านะ เท้าเราแกร่งปานเหล็ก ขนแข้งขนขาขนเรานี่เท่าหนามคา รู้จักหนามคาไหม หญ้าคาน่ะ ขนเราเท่ากับหญ้าคาน่ะ ขนขาเรานี่เท่ากับขนเม่น รู้จักขนเม่นไหม ขนเม่นที่มันติดตัวเม่นน่ะ กูจะเต้นไปได้ร้อยโยชน์พันวา เต้นคราวเดียวนี่ได้จักร้อยโยชน์พันวา พญามนต์ทั้งหลายจงมากราบมาไหว้มากั้นมาบังตัวกู คำมนต์มันพูด

หลวงพ่อมาจับคอหลวงพ่อ ไม่มีแผ่นเหล็กแผ่นทองทั้งหมดเลย หลวงพ่อน้ำตาพังลงเลย น้ำตาหลวงพ่อ โอ้... ถ้าว่าคิดว่าสมน้ำตานั้นได้จักเป็นถัง แหม ! น้ำตาไหลออกมาที่ไหนไม่รู้ เพราะว่าหลวงพ่อโง่ หลวงพ่อตายแล้ว ถ้าหลวงพ่อไปเชื่อมนต์เชื่อของขลัง หลวงพ่อตายจริง ๆ แต่หลวงพ่อก็เชื่อจริง ๆ เรื่องมนต์นี่ แต่หลวงพ่อไม่ทำ ไม่ทำเหมือนคนอื่น หลวงพ่อไม่คบคนชั่ว คือไม่เข้าวงการพนัน หลวงพ่อไม่เข้า คนกินเหถ้า หรือเขาทะเลาะผิดเถียงกัน หลวงพ่อไม่เอา หลวงพ่อไม่เข้าใกล้ แต่หลวงพ่อไปฟังได้อยู่ไกล ๆ หลวงพ่อกลัวเขา เพราะหลวงพ่อไม่มีกำลัง

หลวงพ่อเลยรู้จักสมมติดี เมื่อรู้จักสมมติอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยรู้จักศาสนา ไม่ใช่ศาสนาอย่างที่เราเคยถือมา รู้จักพุทธศาสนาเข้ามา ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครมีความรู้เรื่องอะไรต้องสอน สอนให้เราไหว้ผี สอนเรื่องฤกษ์งามยามดี สอนอะไร คำสอนของผู้รู้ทั้งนั้นสอนให้ตาเรานี่ให้ดู สอนให้หูเรานี่ให้ฟัง สอนตัวเรานี่แหละ เรียกว่าตัวคนเป็นศาสนา หลวงพ่อเข้าใจ ตัวทุกคนนั่นแหละเป็นตัวศาสนาดังนั้นไปฆ่าคน ไปตีคน ไปหลอกลวงคนนั้น แปลว่าไปหลอกลวงศาสนา เป็นบาป หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น

พุทธศาสนาบัดนี้ พุทธศาสนาคือตัวรู้นี้แหละ ตัวสติ ตัวปัญญา ตัวสมาธิ จะว่าตัวอะไรก็รู้แหละ พลิกมือขึ้นก็รู้ ตัวรู้อันนี้นี่แหละ ความรู้สึกนั่นแหละเป็นตัวพุทธศาสนา

พุทธะ จึงแปลว่า ผู้รู้ แต่มันไม่ใช่รู้แต่เฉพาะเท่านี้นะ มันรู้ให้แตกฉานจริง ๆ ไม่ใช่แตกฉานนับเม็ดหิน เม็ดทราย ไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือ แตกฉานใจตัวเอง รู้ทุกข์ รู้สุข รู้วิธีทำให้ทุกข์เกิด รู้วิธีทำให้ทุกข์หมด หลวงพ่อรู้อย่างนี้ จึงว่าพุทธศาสนาแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม หลวงพ่อรู้อย่างนี้

รู้อย่างนี้แล้วก็รู้บาป รู้บุญ แต่มันเป็นสมมุติเหมือนกันนะ บาปก็คือโง่นั่นเอง บุญก็คือฉลาดนี่เอง บาปจึงว่าคือมืด มืดจิตมืดใจ บุญคือรู้ รู้ก็แปลว่า สว่างจิต สว่างใจ จึงว่า จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องแผ้วว่องไว ท่านว่าอย่างนั้น จิตใจพระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างนั้น แต่หลวงพ่อรู้อย่างนั้น หลวงพ่อก็เลย... หมดความรู้อันนี้ตอนเช้า รู้แค่นี้ละ แต่ว่ารู้มากกว่านี้

ที่หลวงพ่อพูดเป็นหัวข้อนี่ เป็นหัวข้อสั้น ๆ แต่ความรู้มันมาก ตอนนี้ มันเกิดความรู้อันหนึ่งขึ้นมา รู้สามารถที่จะไปอธิบายให้ผีฟัง แน่ะ ! รู้จักสมมติก็ยังลืมได้ นี้เรียกว่ามันถูกวิปัสสนูลากไป จึงว่าการปฏิบัตินั้น จำเป็นต้องเป็นวิปัสสนู วิปลาสจินตญาณ หลวงพ่อรู้ แต่คราวนั้นหลวงพ่อยังไม่รู้ วิปัสสนู วิปลาส จินตญาณ หลวงพ่อติดวิปัสสนู ติดคนเดียว หลวงพ่อไม่รู้ แต่ไม่เป็นอะไรหลวงพ่อเห็นใคร อยากพูดธรรมะให้ฟังทั้งนั้น เห็นตัววัวตัวควาย อยากเทศน์ธรรมะให้เขาฟัง นึกว่าวัว ควาย เขาก็รู้ได้ สุนัขกรายไป หลวงพ่อก็อยากพูดธรรมะให้มันฟัง นึกว่าทุกคนมันมีธรรมะชนิดนี้หมด แต่ว่าพวกนั้นมันไม่มีสัญญาจำ

เพราะคนนี่ แม้จะเขียนหนังสือเป็นก็ต้องจำ เขียนหนังสือไม่เป็นก็จำได้ คนจนก็จำได้ คนรวยก็จำได้ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น จึงว่าทุกคนต้องรู้ ยกเว้นไม่ได้ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น ในขณะที่หลวงพ่อเป็นนะ หลวงพ่อเจ้าใจอย่างนั้นจริง ๆ แต่มันคิดอย่างนี้ คิดจะไปสอนคนคิดถึงพ่อ ถึงแม่ ผู้ล้มหายตายไป ทำไมเสียชีวิตไปโดยไม่รู้ ไร้ประโยชน์ที่สุด เกิดมาเป็นคนทำไมจึงไม่รู้ มันคิดไปอย่างนั้น แต่ตัวเองก็ไม่รู้ ก็นานก็ไม่รู้ คิดไป ตัวเองก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้จะไปโทษคนอื่นไม่ได้ เราก็จำเป็นเป็นความรู้อย่างนั้นน่ะ

จนตกเย็น พอประมาณในเกณฑ์ 5 โมง หลวงพ่อก็ไปอาบน้ำ ไปอาบน้ำมาก็ เช็ดตนเช็ดตัว มาแล้วก็มาเดินจงกรม มันก็ยังไม่เย็นดีเท่าไร ต้นฟากนั้นเป็นต้นส้มค้อ บ้านหลวงพ่อเรียกว่าต้นส้มค้อต้นฟากนี้เป็นต้นหมากทัน หลวงพ่อก็เดินตรงกลางนี่ ต้นส้มค้อนี่ ทางนี้เรียกว่าต้นข่อย เรียกว่าหมากทันเรียกว่าต้นพุทรานี่ หลวงพ่อเดินตรงกลาง ข้างนั้นเป็นพุทรา ข้างนี้เป็นต้นข่อย เดินอย่างนั้นน่ะ

ในราว 6 โมงกว่านี่ ใกล้ๆ จะทุ่มหนึ่ง หลวงพ่อคล้าย ๆ คือ มีคนมาผลักตรงสีข้างหลวงพ่อเลย วูบหนึ่ง เอ๊ะ ! เราเดินอยู่คนเดียวใครมาซุก* ไม่มีใครเลย มองไปทางไหน ก็ไม่เห็น มองหาคนไม่เห็น

เอ๊ะ ! ทำไม เป็นอย่างนั้น

ในขณะที่หลวงพ่อหาคน หลวงพ่อไม่รู้แล้ว ไม่รู้คิด แต่หาคน แล้วลืมตัวเจ้าของไปแล้วบัดนี้ ก็เดินไปเดินมา บัดเดี๋ยวมันคิดแวบเข้ามา

อ้าว ! มันคิด

อ้อ ! เมื่อกี้นี้มันก็คิด แต่เราไม่รู้มัน

หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น

เอ๊ะ ! มันคิด

หลวงพ่อก็เลยรู้ ต่อมามันคิดครั้งที่สามนี่ หลวงพ่อก็เลยรู้ ทำเหมือนแมวกับหนู บ้านเรามีหนู ต้องเอาแมวมาเลี้ยงไว้ มันเปรียบอุปมาไปอย่างนั้น

ทีแรกหนูตัวโต แมวตัวเล็ก พอดีหนูออกมา แมวตัวเล็ก แมวตัวน้อยนะ ก็จับหนู หนูมันตื่นบัดนี้ แมวมันก็กำลังไม่เท่าหนู หนูมันก็ลากแมวไป

หลวงพ่อคิดอย่างนั้น ที่เล่ามาตั้งแต่เช้าน่ะ มัน ความคิดลากไป ลากความรู้สึกอันนี้ไป ความรู้สึกจึงเข้าไปในความคิด จึงว่ารู้คิด ไม่ใช่เห็นคิด บัดนี้ อย่าไปโทษหนู อย่าไปโทษแมว ไม่โทษทั้งสองเลย เอาอาหารให้แมวกินเยอะ ๆ แมวกินอาหารแล้วมันอ้วนเร็ว พอดี แมวมันตัวอ้วนมันแล้ว กำลังมันดีนะ พอดีหนูออกมา แมวตัวใหญ่ หนูก็ตัวใหญ่เต็มที่ หนูก็ตาย แมวมันกระโจนปุ๊บ จับหนู

หลวงพ่อคิดเปรียบเอาเองคนเดียวนะนี่ หนูใจขาดตายเลย ช้อคตายเลย นี่...หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น

* ซุก : ภาษาถิ่นอีสานแปลว่าผลัก

แมวกินหนูจึงไม่มีเลือด อันนี้หลวงพ่อจะไม่เล่าเลย พ่อหลวงพ่อพูดให้ฟังว่า เสือเกิดลูก จำเป็นต้องเอาแมวมาเป็นครูเสือ เพราะว่าเสือกินเนื้อน่ะยังมีเลือด แมวกินไม่มีเลือด พ่อเล่าให้ฟังก็ยาว หลวงพ่อจะไม่พูดไปเลย พอดีเป็นอย่างนั้น

หลวงพ่อก็คอยดู มันคิด หลวงพ่อก็เห็น พอดีมันเห็น มันหยุด ความคิดมันหยุด มันคิดปุ๊บ หลวงพ่อเห็นปั๊บ เหมือนกับนักมวยขึ้นเวที บัดนี้เราไม่ต้องไหว้ครูแล้ว บัดนี้ไม่ต้องไปอ้างอิงกับตำรับตำรา เพราะตำรามีในตัวเราบัดนี้ แต่ก่อนมันไปอ้างตำรา ตอนเช้ามาถึงตอนเย็น มันไปอ้างตำรามาก

บัดนี้ทิ้งตำราให้หมดเลย มาคอยจับการเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้ ยกแข้ง ยกขา ยกมือ ยกเท้า พริบตา เหลือบซ้าย แลขวา ก้ม เงย เอียงซ้าย เอียงขวา ให้มีสติหรือให้รู้จักตัว กลืนน้ำลายก็ให้รู้ หายใจเช้า หายใจออก มันรู้เร็วที่สุด ความรู้จึงว่ามากที่สุด เร็วที่สุด

ความรู้นี่ ใครจะมาจับตัวหลวงพ่อนี่ สมมุติเอานะ มาจับสักสิบคน สิบคนมาจับพร้อมกันทั้ง 10 มือ หลวงพ่อก็รู้ เป็นอย่างนั้น รู้พร้อมกันจริง ๆ ความรู้จึงว่ารอบตัว สัญญาณจึงแปลว่ารู้ หลวงพ่อรู้วิญญาณขึ้นมา พอดีเป็นอย่างนั้น

หลวงพ่อก็เลย รู้ เห็น เข้าใจ เห็นวัตถุ วัตถุนี่หมายถึงทุกอย่างทีเดียว แต่ไม่อธิบายแล้ว มันเข้าใจ แต่ว่าวัตถุนี่ก็หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจไหม

ก็รู้ปรมัตถ์ ไม่ใช่รู้นะ มันเห็น เห็นรู้ เข้าใจ ซาบซึ้ง อยู่นั่นแหละ เห็น รู้ ปรมัตถ์ ปรมัตถ์แปลว่าของจริง เข้าใจไหม

แล้วก็เห็นอาการ อาการสภาพความเปลี่ยนแปลงของคนหรือสัตว์ มันมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างนี้ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนี้ ในช่วงนั้นนะ แต่มันรู้มันไม่ใช่ช้า ๆ อย่างที่หลวงพ่อพูดนี้นะ

เห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการ แล้วก็เห็นโทสะ เห็นโมหะ เห็นโลภะ ไม่ใช่ตาเห็น ใจมันเห็น ใจมันรู้

จึงว่า นี่แหละตำหนิแผลที่ลี้ลับ คนอื่นมองไม่เห็น เราต้องเห็น ต้องรู้ ดังนั้น จึงว่าตำหนิแผลที่ลี้ลับ คือในตัวเรานี่มันเป็นเปลือกนอก แต่สำหรับจิตใจ อย่างโทสะ โมหะ โลภะ มันเป็นที่ลี้ลับ คนจึงมองไม่รู้ ไม่เห็น

ในสมัยกี่หลวงพ่อไม่สบายใจ ทุกข์ก็ได้ เมื่อแม่ออกแม่เทียนถาม หลวงพ่อไม่เห็น ไม่เห็นว่า โทสะ โมหะ โลภะ หลวงพ่อไม่รู้ มันหนักใจ แต่หลวงพ่อทำกรรมฐานมาพอแล้ว ดังนั้น กรรมฐาน หลวงพ่อจึงไม่มีอารมณ์ คนอื่นอาจจะมีก็ได้ จึงว่า อารมณ์ของกรรมฐานหลวงพ่อไม่รู้ พอดีมาเห็นอันนี้หลวงพ่อรู้เลย เป็นอารมณ์ อ้อ ! ลักษณะใกล้ๆ แต่เราไม่รู้ สิ่งที่มันมีอยู่ในตัวเรา

พอดีรู้อันนี้แล้วก็ เวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ เพราะโทสะ โมหะ โลภะ ปรุงไม่ได้ แต่ว่าเวทนาก็มีอยู่ สัญญาก็มีอยู่ สังขารก็มีอยู่ สัญญาก็มีอยู่ แต่มันไม่ได้รู้อย่างนี้นะ มันรู้เร็วที่สุด

พอดีพูดอย่างนี้คล้าย ๆ คือ มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งขวางหน้าไว้ หลวงพ่อก็ทำความรู้สึก ตึ๊บ ! อึดใจเดียวเท่านั้นเอง เห็นกิเลสตัณหา อุปาทาน กรรม เห็น 4 ข้อนี้เลย พอดีเห็นอันนี้ก็ กิเลส ตัณหาอุปาทาน กรรม จางคลายไป พอดีรู้อันนี้ หลวงพ่อเปรียบตัวหลวงพ่อทันทีเลย ตัวหลวงพ่อน้ำหนัก 100 กิโล ถ้าหลวงพ่อพูดเบา ๆ 60 กิโลไปแล้ว หลุดไปแล้ว แต่ในขณะนั้นเดินอยู่ 80 กิโล ไปแล้ว ยังเหลืออยู่ 20 กิโล หลวงพ่อ อ้อ...นี่ ความเป็นพระอยู่ที่ตรงนี้

ดังนั้น พระนี่ หลวงพ่อเข้าใจว่าต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเหลืองห่มเหลือง หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้นแต่ก่อน พอดีวันนั้น หลวงพ่อรู้ ตัวหลวงพ่อนุ่งกางเกง หลวงพ่อก็ อ้อ...เราเป็นพระได้แล้ว หลวงพ่อพูดเองคนเดียว หลวงพ่อ ไม่มีใครไปสับสนวุ่นวายทั้งนั้น หลวงพ่ออยู่คนเดียวหลวงพ่อเข้าใจว่าหลวงพ่อเป็นพระได้ในตอนนั้น

ตอนแลง* แต่ไม่ใช่ตอนแลงนะ ประมาณเกือบจะถึง 1 ทุ่มแล้ว หลวงพ่อเดินไป เดินมากลับไป กลับมา รู้ เกิดปีติ บัดนี้ ไม่มีความรู้ แต่มีปีติ ภูมิใจในความรู้ตัวเอง เป็นอย่างนั้น ว่าเราเป็นพระได้แล้ว อ้อ... เป็นเทวดาแล้ว บัดนี้เป็นพระได้แล้ว

* แลง : ภาษาถิ่นอีสานแปลว่าเวลาเย็น

ถ้าจะเปรียบให้ฟัง ก็มีตาทิพย์ เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งนั้น หูทิพย์ ก็มีพร้อม เพราะว่าเคารพตัวเองได้ ยกมือไหว้ตัวเองได้ในวันนั้น แต่ตอนรู้ รูปนามยังไม่ยกมือไหว้ ตอนนี้แหละหลวงพ่อยกมือไหว้ว่า ของดีมีในตัว ทำไมจึงไม่ค้น ทำไมจึงไม่เอามาใช้

หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น หลวงพ่อก็เลยมานอน ไม่ใช่นอนในขณะนั้น เดินไปเกิดปีติ ภูมิใจว่าตัวเองจิตใจเปลี่ยนแปลงได้ เป็นพระได้แล้ว บัดนี้เข้าใจอย่างนั้นนะ แต่ความจริงเป็นโยม นุ่งกางเกง นุ่งเสื้อ เดิน ประมาณ3 ทุ่มนี่แหละ หลวงพ่อเดิน เดินยังไม่เปลี่ยนนะ ยังเดินอยู่ เดินนานก็มานอน มานอนยังภูมิใจกับความรู้ที่ตัวเองรู้นะ จนหลับ หลับก็ประมาณในเกณฑ์ตี 2

ตี 3 นี่ หลวงพ่อก็ลุกมาล้างหน้าแปรงฟัน พอดีล้างหน้าแปรงฟัน หลวงพ่อก็จุดเทียนไข เอาเทียนไขไปไต้ไว้ส้นเบื้องนั้น ไปไต้ไว้ส้นเบื้องนี้ เป็นอย่างนั้น เดิน จึงว่า มีตะขาบ รู้จักขี้เข็บไหม เขาว่าตะขาบตัวใหญ่กว่าข้อมือนี่ แดงยาวประมาณคืบกว่า แล่นผ่านหน้าหลวงพ่อไปแล่นผ่านทางหลวงพ่อ แต่มันไม่แล่นตรง มันแล่นเฉียง ๆ มันแล่นไปมันไปเร็ว มันวิ่ง แต่มันไม่ได้ตื่นหลวงพ่อ แต่มันไปประสามัน

บัดนี้หลวงพ่อก็ เห็น อ้อ... คิดว่า กลัว มันจะมาตอดเรา มากัดเรา เราก็ต้องเอาเทียนไขตามไป ตามไป แต่ไม่เห็น ไม่เห็น หลวงพ่อก็เอาเทียนไขมาไต้ไว้ที่เดิม มาไต้ไว้ที่เดิม หลวงพ่อก็เดินจงกรม เดินไปเดินมาอยู่

คราวนั้น หลวงพ่อเ.ดินจงกรม เดินไปรู้สึกตัวมากขึ้น มากขึ้น เกิดความรู้มาอีกแล้วบัดนี้ อ้อ... ศีลเป็นเครื่องทำจัดกิเลสอย่างหยาบข้อแรกขึ้นมาสมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด

อ้อ... กิเลสอย่างหยาบคือ โทสะ โมหะ โลภะ กิเลส ตัณหาอุปาทาน กรรม มันหลุดไป มันจางไป เมื่อแลง ศีลก็ปรากฏขึ้นมา ศีลขันธ์บัดนี้ หลวงพ่อรู้จักอย่างนี้ ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ศีลขันธ์รูปขันธ์ คือรูปนี่ รูปเป็นขันธ์ ขันธ์มีศีล เวทนาขันธ์ เวทนาเสวยอารมณ์ สัญญาขันธ์ สัญญาแปลว่า ความหมายรู้จำได้ สังขารขันธ์ สังขารมีศีล วิญญาณขันธ์ วิญญาณก็มีศีล สังขารแปลว่าปรุงแต่งนะ มีศีลแต่ไม่ปรุงแต่งทางเลวร้าย วิญญาณแปลว่ารู้ ไม่ใช่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ไม่ใช่ศีล 227 ศีลเฉพาะตัวมัน

หลวงพ่อเลยรู้ รูป 4 คือ เวทนาเป็นรูป สัญญาเป็นรูป สังขารเป็นรูป วิญญาณเป็นรูป ไม่ใช่เป็นรูปนะ เป็นรูปคิด คือเวทนามันคิด สัญญามันคิด สังขารมันคิด มันเป็นรูปความคิด เป็นนามรูป ไม่ใช่เป็นรูปนาม เป็นนามรูป เป็นนาม เวทนาเป็นนาม สังขารเป็นนาม วิญญาณเป็นนาม แต่ความคิดเป็นรูป เรียกว่านามรูป หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น อันนี้เป็นรูปนาม รูปจับถูกด้วยมือ มองเห็น แต่นามแปลว่ารู้ บัดนั้น รูปอันนั้น มันคิดเฉพาะเข้ามา เรียกว่า นามรูป หลวงพ่อก็รู้อย่างนั้น หลวงพ่อ พอดีรู้อย่างนี้

อ้อ ! ขันธ์ แปลว่า รองรับ แปลว่าต่อสู้ ครั้นว่าแปลก็ได้ หมายก็ได้ เพราะหลวงพ่อไม่ได้อ้างตำรา ขันธ์ หมายถึง การรองรับ หมายถึงต่อสู้รองรับอะไร ถ้าฝนตกมา โอ่งน้ำก็ดี ขันก็ตี ไปรองรับเอาน้ำฝนตกมา น้ำก็เต็มได้ เก็บน้ำได้ ถ้าขันดี ไปตักน้ำได้กิน ถ้าขันดี ไปตักข้าว ไปใส่บาตรให้พระก็ดี ถ้าขันดี ไปตักอาหารกินก็ได้ ถ้าขันแตกแล้ว ตักข้าวไปให้พระก็ไม่น่าเอา ถ้าขันแตกแล้วไปตักน้ำก็ไม่ได้กิน ตักอาหารไม่ได้กินทั้งนั้น อ้อ ! ขันธ์ล่ะ ก็หมายถึง ตัว นี่เอง ตัวทำดี พูดดี คิดดี ทำอะไรก็รู้ ถ้าตัวไม่ดี คิดไม่ดี ทำไม่ดี พูดไม่ดี ทำอะไรก็ไม่รู้ หลวงพ่อเลยเข้าใจอย่างนั้น พอดีเข้าใจอย่างนั้นก็เลยเปรียบไว้

อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา สิกขาแปลว่าถลุง แปลว่าบด ตำให้มันแตกเลย ขบให้มันแตกเลย เหมือนที่โรงงานเรานะ โรงสีข้าวก็ดี โรงโม่หินก็ได้ จะว่าอย่างไรก็ได้นะ ทางกรุงเทพฯ โรงโม่หินน่ะดีนะ เอาหินก้อนโต ๆ นี่โยนเข้าไป โรงงานมันจะถลุง หินจะมุ่น*บดเข้าไป มันจะเป็นก้อนเล็ก ๆ เข้าไป ข้าวก็เหมือนกัน เป็นข้าวเปลือก โยนเข้าไปโรงสี ไม่ใช่โยน ไปเทใส่ที่นั้น มันจะค่อยไปตามเรื่องของมัน มันจะมุ่นออกมาเป็นข้าสาร เป็นข้าวที่ 1 ข้าวที่ 2 ข้าวที่ 3 บางทีก็เป็นแกลบเป็นรำไป

* มุ่น : ภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า บด หรือทำให้ละเอียด

ดังนั้น คนเจริญวิปัสสนาก็ตาม คนเจริญสมถกรรมฐานก็ตาม ถ้าหากว่าเป็นแกลบเป็นรำ ก็แสดงว่าคนนั้นยังไม่ได้ตั้งใจจริง ถ้าเป็นข้าวที่ 1 แล้ว คนนั้นก็ต้องตั้งใจจริง ๆ ถ้าเป็นข้าวที่ 2 ที่ 3 แล้ว ก็ตามลำดับสติปัญญาและความตั้งใจของคน

ดังนั้นไปปฏิบัติธรรมะนำ*กันคราวนั้น พระ 23 คน โยม 5 คน รู้ไม่เหมือนกัน

* นำ : ภาษาถิ่นอีสานแปลว่า ด้วย

ตอนนี้หลวงพ่อจะพูดเรื่องอารมณ์ให้ฟัง บัดนี้อาจารย์ปานไปลาม ตอนที่หลวงพ่อรู้ รูป นาม ตอนเช้า อาจารย์ปานไปถาม ไม่ใช่รู้วันนั้น ถามวันนั้นนะ มันมีเมืองลาวกับเมืองไทย มันเป็น 8 สองหนไม่ตรงกัน คือเป็นวัน 14 ค่ำของเรา เป็นวัน 15 ค่ำของเมืองลาว ถึงวัน 15 ค่ำ อาจารย์ปานก็มา มาถามหลวงพ่อ คือ พระ เณร 23 รูป ถามหมดแล้ว แล้วก็เอาโยมไป 4 คน ถามหมดแล้ว หลวงพ่อเป็นคนสุดท้าย ไปถาม

เป็นยังไงโยม

ไม่เป็นยังไงครับ

ทำไมไม่เป็นยังไง

ผมมีแต่มึนหัว เพลีย

หลวงพ่อพูดความจริงนี่ หลวงพ่อเป็นวิน** มันไกล เดินไป เดินไปหาอาจารย์ ไกล แล้ว ทุ่งนามันกว้าง ตากแดดไป ไปหลวงพ่อก็บอก

** วิน : ภาษาถิ่นอีสานแปลว่า เวียนศีรษะ

มันวินหัว มันเหนื่อย หลวงพ่อก็บอกยังงั้น

นั่งอยู่นั่นรู้สึกตัวไหม

รู้ครับ

สติอยู่ไหน

สติอยู่กับผมนี่แล้วครับ หลวงพ่อก็ตอบอย่างนี้

อาจารย์ปานก็เลยบอก เข้าไปห้องกรรมฐานอีกไป๊

หลวงพ่อก็หนีมา หลวงพ่อคิด แหม ! คราวนี้ อยากเถียงอาจารย์ปาน แหม ! เราพูดความจริง ไม่ฟัง ไม่เอา จะมาถามปัญหากันอย่างนี้

หลวงพ่อเลยเข้าใจปัญหาของอาจารย์ปาน ทีแรกหลวงพ่อเข้าใจว่าเขาถามเฉย ๆ โอ้ ! เมื่อใดจะได้พบกับอาจารย์ปานอีกหนอ แน่ะ ! ตั้งใจไว้แล้วบัดนี้ จะแก้ปัญหาอาจารย์ปานให้มันตรงเปรี๊ยะที่เดียว บัดนี้คนปัญหาก็ต้องปัญหา หลวงพ่อมีปัญหาเยอะ เอ้า ! ถามมาเถอะ บัดนี้เราจะไม่ติดเลย หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น ได้อีกนานแล้ว มาอีกแล้ว

ถึงวันพระก็มาอีกแล้ว มาก็มาถาม ไม่ใช่มาถามหลวงพ่อนะ พระจำนวน 12 รูป ถามไปทั้งหมดเลย แล้วก็โยม 4 คน ถามไปทั้งหมดเลย หลวงพ่อเป็นคนสุดท้าย ท่านก็นั่งเก้าอี้ แล้วก็มีหมอนเทิ่ง*** ท่านก็นั่งทำอย่างนี้แหละ แล้วก็เอาหลวงพ่อไปนั่งใกล้ๆ เหมือนหนูนี่แหละ หลวงพ่อก็นั่งพับเพียบ ถามเลย

*** หมอนเท่ง : ภาษาถิ้นอีสานแปลว่าหมอนอิง

เป็นอย่างไรโยมเชียงคาน

ไม่เป็นอย่างไร

หลวงพ่อตอบปัญหาแล้วบัดนี้ ไม่ตอบตามความจริงแล้ว เพราะคนต้องการปัญหา ก็ต้องแก้ปัญหากันแล้วบัดนี้

ทำไมไม่เป็นอย่างไร

ผมไม่เจ็บแข้งเจ็บขา ไม่ปวดหัว ปวดท้อง ผมก็บอกไม่เป็นอย่างไรครับ

ถามอย่างงี้เลย ก็ต้องแก้อย่างนี้แหละ เข้าใจไหม บัดนี้ท่านก็เลยถาม

รู้อะไรบ้างไหม

รู้ครับ

บัดนี้ รู้อะไร

รู้ตัวผมเอง

รู้ตัวผมรู้อย่างไร

ก็รู้ตัวผมนี่ การเคลื่อนไหว การนั่ง การนอน ก็รู้ตัวผมนี่

เอ้ ! คนไม่รู้ตัวเองก็เหมือนกับคนตายแล้ว

อาจารย์ปานถามอย่างนี้

ผมตายแล้วจริง ๆ ผมเกิดใหม่แล้วครับ

คราวนี้หลวงพ่อก็ตอบเลย

ทำไมว่าตายแล้วเกิดใหม่ ตายแล้วก็ต้องเอาไปทิ้ง

มันตายความสกปรก จิตใจมันชั่วร้าย จิตใจเศร้าหมอง จิตใจมืด จิตใจซึมเซา ตายไปแล้วครับ แต่ตัวผมยังไม่ตาย

หลวงพ่อก็บอกอย่างนี้เลย ท่านก็ พอดีตอบอย่างนั้นท่านก็ไปคิด คิดปัญหามาถาม ท่านก็เลยถาม

โยม เกลือเค็มไหม

เอ้ ! ผมไม่รู้จักว่าเกลือเค็ม เกลือไม่เค็มครับ

เอ้ ! ทำไมว่าเหลือไม่เค็ม

เกลือจะเค็มทำไม เกลืออยู่กะทอ*โน่นครับ เกลือไม่ได้อยู่กับลิ้นผม ผมไม่ได้สัมผัส ผมไม่รู้ หลวงพ่อก็ตอบอย่างนี้เลย

* ภาชนะที่จักสานด้วยไม้ไผ่

เอ้ ! ทำไมไปพูดอย่างนั้น

ก็พูดอย่างนี้ซิครับ พูดของจริง ก็ต้องพูดอย่างนี้

ท่านก็ถาม หมากพริก เผ็ดไห

เอ้ ! หมากพริกจะเผ็ดทำไม หมากพริกไม่ได้อยู่กับผม

เอ้ ! ทำไมพูดอย่างนี้

พระจำนวนไม่ใช่ 23 รูปนะ คนไปฟังเทศน์นะ พอดีสอบปัญหาหลวงพ่อ แล้วก็จะเทศน์เลย หลวงพ่อก็ตอบไปอย่างนี้ล่ะ บัดนี้ท่านก็ถาม หลายเรื่อง ท่านถาม

บัดนี้ น้ำอ้อย ท่านก็ถาม หวานไหม

น้ำอ้อย น้ำตาล ไม่หวาน หลวงพ่อตอบปฏิเสธไปทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ปฏิเสธนะ ความจริงหลวงพ่อเอาปัจจุบันมาแก้

บัดนี้ สีดำ อันใดดำมาก ท่านว่า ท่านถามไปอย่างนี้

ไม่มีอันใดดำครับ ดำเท่ากับดำเท่านั้นเอง อันใดจะดำเหนือดำไม่ได้ครับ ขาว ก็เท่ากับขาวเท่านั้นเอง อันใดจะเหนือขาวไม่มีครับ ขาวเฉพาะขาวเท่านั้นเอง แดงนี่ ทุกอย่างครับ ไม่มีอะไรจะดีเหนือสิ่งนั้นไปได้ ขาวก็ต้องหมดกับขาว ดาก็ต้องหมดกับดำ แดงอะไรทั้งหมดเลยครับ

หลวงพ่อตอบอย่างนี้ไป ท่านก็เฉยไป พอดีท่านถามมาหลายเรื่องหลวงพ่อก็เลยแก้ไปอย่างนั้น บัดนี้ท่านก็เลยถาม

โยม ครับ สมมติทุ่งนานี้เป็นดง แล้วก็มีอีกคนหนึ่งมาหาอาจารย์นี่แล้ว กลับคืนไป แล้วสมมุติ โยมอยู่ศรีเชียงใหม่ แล้วเขามีปืนไป 1 กระบอก แล้วเขาไว้ยิงเสือไว้ที่ตรงนั้น

ท่านพูดอย่างนี้ ท่านถามเป็นปัญหาอย่างลึกซึ้ง ท่านถาม

แล้วบัดนี้โยมคนนั้นไปบอกให้โยมไปหาอาจารย์ปาน ไปหาอาจารย์ โยมจะมาไหม

มาครับ เพราะอาจารย์สั่งก็ต้องมา เพราะถ้าไม่มา ก็เป็นคนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณของครูบาอาจารย์ หลวงพ่อก็ตอบอย่างนี้

ถ้ามา เสือก็ต้องกัด ท่านว่าอย่างนั้น เพราะเขายิงเสือปล่อยไว้ที่ตรงนั้น

เอ้ ! ผมไม่เห็นเสือ

คุณจะมาตามทางหรือจะลัดป่ามา

ผมไม่ไปตามป่า ผมไปตามทางครับ ถ้าไม่มีทาง ผมมองหาเสือไม่เห็น ถ้าผมเดินตามทางมา ผมมองเห็นเสือทันที เห็นเสือมา ผมก็หนีหลบหลีกมันได้ ถ้าผมไม่เห็นเสือแล้ว ผมจะหลบหลีกเสือไม่ได้

ท่านก็เลยหมดคำพูดเลย ก็หลายเรื่องท่านพูดไป ถ้าว่าอย่างนั้น ท่านก็จะชมคำพูดหลวงพ่อ แต่ท่านเคยสอบอารมณ์ เคยถามคนปฏิบัติไม่พูดอย่างหลวงพ่อ ท่านว่าอย่างนั้น มันจะพูดคือกันทำไม ความรู้ไม่เหมือนกันนะ อันนี้แหละ ปัญหานี้หลวงพ่อจึงว่า หลวงพ่อไม่เชื่อใครทั้งหมดเลย หลวงพ่อรู้ธรรมะแบบที่หลวงพ่อรู้มานี่ หลวงพ่อจึงไม่เชื่อครูอาจารย์ ไม่เชื่อใครทั้งหมดเลย เป็นอย่างนั้น

พอดีพูดเรื่องอาจารย์ปานแล้วนะ บัดนี้ บัดนี้ ก็จะมาพูดเรื่องถลุงแร่ พอดีวกเข้ามาตอนที่เอาแร่ เอาหินเข้าโรงงาน พอดีมาถึงเข้าไป หลวงพ่อก็เลยรู้สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานไม่เหมือนกัน แต่สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นข้างสนับสนุนบำรุงกันได้ ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่ง ไปด้วยกันไม่ได้ เป็นอุปสรรคตรงกันข้าม

บัดนี้จะถามพวกหนู เคยเห็นคนเล่นการพนันไหม เคยเห็นเป็นพรรคเป็นพวกกันไหม แต่พวกเล่นการพนันนี้ไว้ใจกันไม่ได้ แม้สามีภรรยาเข้าไปในวงการพนันก็ตาม เมื่ออยู่ข้างนอกร่วมมือกันได้ ซื้ออาหารสู่กันกินได้ พอเอาเงินลงการพนันกันแล้ว ไว้ใจกันไม่ได้ เอาเปรียบกันทั้งนั้น

ดังนั้น สมถะกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าพูดตรงกันข้ามกัน เข้าทันไม่ได้ ถ้าพูดอีกอย่างหนึ่งก็เป็นเพื่อนกัน สนับสนุนกันเหมือนคนเล่นการพนัน สามีภรรยารักกันก็ตาม เข้าในวงการพนันแล้ว เพื่อนเราก็เหมือนกัน รักกันขนาดไหนก็ตาม

ดังนั้นสมถกรรมฐานกับวิปัสสนาจึงเข้ากันไม่ได้ แต่เป็นต่างสนับสนุนกันได้ เอาเปรียบกันเท่านั้นเอง หลวงพ่อรู้เรื่องนี้จริง ๆ กรรมฐานไม่มีอารมณ์ มีแต่ความสงบ เมื่อสงบแล้วก็มาพิจารณาเอาเอง เรื่องอสุภะเท่านั้นเอง วิปัสสนานี่ไม่ต้องพิจารณา เพราะครูบาอาจารย์เคยพูดให้หลวงพ่อฟังแล้วว่า จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องเรียนอารมณ์หก คือขันธ์ห้า ต้องเรียนให้รู้จัก อายตนะ 12 ต้องให้รู้จัก ธาตุ 18 ต้องให้รู้จัก อินทรีย์ 22 อริยสัจสี่ ปฎิจจสมุปบาทให้รู้จัก ให้ได้คล่องแคล่ว

หลวงพ่อไม่เรียน เพราะหลวงพ่อเรียนมาพอแล้ว เรื่องแค่นี้หลวงพ่อเรียนได้ รู้แต่สมัยเป็นเณร เพราะหลวงน้าสอน บัดนี้มาปฏิบัติธรรมะมันไม่ได้เอาความรู้อันนั้นมาด้วย หลวงพ่อรู้ ไม่ใช่สักแต่รู้ ขันธ์ห้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ 5 อายตนะ 12 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นอายตนะภายใน รูป เสียง กลิ่น รู้สึกสัมผัส ธรรมารมณ์ เป็นอายตนะภายนอก มันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อรู้เห็นมันตรงข้ามทั้งหมดเลย

ธาตุ 18 ก็ จักขุคือตา จักขุธาตุคือธาตุทางตา จักขุวิญญาณธาตุคือวิญญาณทางตา 3 คูณ 6 ก็ 18 พูดเท่านี้ก็พอแล้ว เรื่องอารมณ์ของวิปัสสนา หลวงพ่อเรียนตั้งแต่สมัยเป็นเณร แต่เมื่อมาปฏิบัติธรรมะมันไม่เป็นอย่างนั้น

เมื่อรู้เรื่องนี้แล้ว หลวงพ่อก็เลยรู้ว่าสมถะกรรมฐานไม่มีอารมณ์ วิปัสสนากรรมฐานมีอารมณ์ มีอารมณ์อะไร ตัดสินทำลายอารมณ์นั้นทั้งหมด เหมือนรถแทรกเตอร์ รถแทรกเตอร์ไปทางใด ต้นไม้ใหญ่เท่าใดก็ดันไป ถอนรากถอนโคนไปทั้งหมดเลย อย่างที่หลวงพ่อพูด เรื่องเห็น โทสะ โมหะ โลภะ ถอนรากไปเลย เห็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน ถอนรากไปเลย เป็นอย่างนั้น หลวงพ่อก็ไม่เห็น พอดีรู้ว่าอย่างนี้เราเห็น รู้จักว่า หลวงพ่อเอาแร่เอาหิน อะไรเอาถลุงหมด อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ถลุงให้ละเอียด ก็เลยเห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้

กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ หลวงพ่อเห็น อันนี้ กามาสวะ จำพวกติดอารมณ์ ความสงบ จะอารมณ์ อะไรก็ตาม ติดความสงบ อันนี้เรียกว่า กามาสวะ เรียกว่า กามารมณ์ อาสวะเรียกว่า กิเลส หลวงพ่อก็เห็นเข้าใจ จำพวกกาม กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ หลวงพ่อเห็นอันนี้ พอดีเห็นอันนี้ คล้ายคือ เอารถแทรกเตอร์นี้ถอนรากถอนโคนมันไปเลย

จำพวกทำความสงบไม่เห็นกาม เรียกว่าตกอยู่ในอาณัติของกามารมณ์ กามาสวะ คือ กามารมณ์ กามาคือกาม อาสวะคือ กิเลส อาสวะกิเลส กิเลสกับกามเป็นอันเดียวกัน แต่ว่ามันลึกซึ้งผิดกัน เอารถแทรกเตอร์ไถไปเลย

ภวาสวะหมายถึงภพ คำว่าภพชาตินี่มันลึก จะว่าภพชาติการเกิดจากท้องของมารดาก็ได้ จะว่าภพชาติการเกิดทางจิตใจก็ได้ จะว่ายังไงก็ได้มันเป็นเพียงสมมติ รถไถไปเลย ถอนรากถอนโคนอย่างนี้ เห็นแจ้งรู้จริงอย่างนี้

อวิชชาสวะ อวิชชา คือไม่รู้จริง ไม่รู้อะไรทั้งหมดก็ได้ หรือจะว่าไม่รู้โดยเฉพาะชีวิตตัวก็ได้ รถไถออกไปทั้งหมดเลย ก็เลยรู้เห็นเข้าใจอย่างนี้ หลวงพ่อเห็นรู้ประจักษ์ชัดในใจ ใครจะพูดยังไงหลวงพ่อไม่ฟังเลย เพราะว่าหลวงพ่อเห็นอย่างนี้

จึงว่าทิฐิของหลวงพ่อ ไม่เหมือนทิฐิของพรรคพวกเขานั้น พอดีเห็นอันนี้แล้ว เข้าใจอันนี้ ทำลายสิ่งเหล่านี้จางคลายไป ถอนรากถอนโคนมันไป ก็เลยเห็น รู้ เข้าใจ

การทำบุญด้วยกาย คือกายนี่ทำดี กราบไหว้แต่คำพูดไม่พูด หรือทำบุญทำทานทำอะไรก็ตาม เขาใช้แต่รูปกายนี้ทำ ถ้าหากสวรรค์มี นิพพานมี จะไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน นิพพานชั้นไหน และจะไปเสวยสุขอยู่ที่นั้น ๆ กี่ปี กี่เดือน บัดนี้ถ้าทำบุญด้วยคำพูด พูดเฉย ๆ ร่างกายไม่ทำ พูดดี พูดจาไพเราะ เพราะหูคน เรียกว่าทำดี พูดดีนั่นเองตายไปแล้วจะไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน นิพพานชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน ที่เข้าใจอย่างนี้ บัดนี้กายไม่ทำคำพูดไม่พูด ใจคิดแต่ดีทั้งนั้น เรียกว่าใจคิดอย่างเดียว ถ้าหากสวรรค์นิพพานมีจริง ตายไปแล้วจะไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน นิพพานชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน เข้าใจอย่างนั้น

บัดนี้ 3 อันแล้วนะ กายก็ทำดี คำพูดก็พูดดี ใจก็คิดดี พร้อมกันทั้ง 3 อย่างนี้ ถ้าสวรรค์มี นิพพานมี ตายไปจะไปเกิดสวรรค์ชั้นไหน นิพพานชั้นไหน นานกี่ปีกี่เดือน หลวงพ่อเห็นอย่างนี้รู้อย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ บัดนี้

ในทางตรงกันข้าม ทำชั่วเรียกว่า ทำบาปด้วยกาย เอากายไปทำชั่ว ทำทุจริตผิดความเป็นคน ทำทุจริตผิดความเป็นมนุษย์ ทำทุจริตผิดความเป็นเทวดา ทำทุจริตผิดความเป็นอริยบุคคล ตายไปแล้วจะไปตกนรกขุมไหน อเวจีขุมไหน นานกี่ปีกี่เดือน บัดนี้

กายไม่ทำ มีแต่คำพูด คำพูดทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิดความเป็นมนุษย์ ผิดความเป็นเทวดา ผิดความเป็นพระอริยบุคคล กายก็ไม่ทำ มีแต่ใจคิดอิจฉาริษยา เคียดแค้น คือกลัวคนนั้นจะดีเหนือเรา กลัวคนนี้จะเลวกว่าเรา คิดไม่ดีนะ ถ้าหากคิดอย่างนั้นนะ ตายไปจะตกนรกขุมไหน ถ้านรกมีจริงนะ อเวจีขุมไหน นานกี่เดือนกี่ปี หลวงพ่อเห็นอย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น บัดนี้

ทำเป็น 3 อย่าง ทีละอัน กายก็ทำทุจริต คำพูดก็พูดทุจริต ใจก็คิดไม่ดี สามอันพร้อมกัน ตายไปแล้วจะไปตกนรกขุมไหน อเวจีขุมไหน นานกี่เดือนกี่ปี พอดีเห็นมันตรงข้ามอย่างนี้ มันสะบั้นไปเลย

หลวงพ่อกำลังเดิน เดินไปเดินมา ประมาณตี 5 เหมือนกับหลวงพ่อถอดเสื้อ ถอดกางเกงออกหมดตัว แต่หลวงพ่อไม่ได้ถอด แต่มันเป็นเอง คล้าย ๆ หลวงพ่อเดินไป เดินดินประมาณสักเมตรอย่างน้อย คล้าย ๆ กับมีอะไรรับไปทุกก้าว ๆ เป็นอย่างนี้ แหม มองเห็นสภาพเราทั้งหมดมันขาดไป สภาพอาการเกิดดับอยู่ที่ตรงนี้ พอดีมันเป็นอย่างนี้มันจืด หมดทั้งตัวเลย กายก็เข้าสู่สภาพเดิมของมัน ใจก็เข้าสู่สภาพเดิมของมัน มันขาดออกจากกัน

หลวงพ่อเคยพูดให้ฟังว่า เอาเชือกไนล่อนผูกเสานั้น เสานี้ ตัดตรงกลาง มันขาดออกจากกัน ดึงเข้าหากันไม่ถึง คำพูดนี้มันอยู่ลึก นี้เรียกว่าสภาพอาการเกิดดับของจิตของใจ ไม่ใช่ว่าพลิกมือขึ้นเป็นเกิด คว่ำมือลงเป็นดับ พริบตา หายใจเป็นเกิดดับ อันนี้เป็นเกิดดับ สมมติยังไม่เกิดดับตรงนี้ ตอนเกิดดับตรงนี้แหละมีค่ามากที่สุด ของจริงใจ พระพุทธศาสนาเกิดในคน ทุกคน ๆ มีอย่างนี้

แต่เรื่องหลวงพ่อพูดให้ฟังทุกคนจะต้องประสบ จะรู้ก็ประสบ จะรู้ก็ต้องไปที่นี่ ไม่รู้ก็ต้องไปที่นี่ ต้องตายแน่ ๆ ทีเดียว คนทุกคนจึงเรียกว่าตายจริง ๆ เรียกว่าสัจจะ คือของจริง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่แปรผัน จะรู้หนังสือก็ต้องตาย ไม่รู้หนังสือก็ต้องตาย มีเงินก็ต้องตาย ไม่มีเงินก็ต้องตาย รู้อันนี้ก็ต้องไปนี้ ไม่รู้อันนี้ก็ต้องไปนี้ แต่ว่าไปผิดทางกับไม่ผิดทางเท่านั้นเอง แต่ทุกคนต้องประสบกับความตาย

คนจะตายควรศึกษาและปฏิบัติให้รู้เรื่องนี้ เรียกว่าความตายมันเป็นของแน่อยู่แล้วต่อหน้าเรา เราต้องศึกษาและปฏิบัติให้รู้ เมื่อเราศึกษาปฏิบัติให้รู้เราก็สบายใจ ตายเวลาไหนก็ได้ แม้จะเป็นตอนค่ำ เช้า เย็น ตอนไหนก็ได้ เรื่องความตายเราไม่ง้อแล้ว เพราะว่าตายอย่างไรก็มีความสนุกอยู่แล้ว ความสนุก ความร่าเริงใจ เพราะเราไม่มีความกลัว ไม่กลัวอะไรทั้งหมดเลย เรียกว่าเราได้เห็น รู้ เข้าใจคำพูด ที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์เคยสอน

พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ สอนมาว่า พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ไม่ยาวอีกสักทีเลย เท่าเดิม แต่เราไม่รู้ ไม่ใช่ผม ที่ศีรษะ อันนี้ไม่ใช่ผมในหัวจริง ๆ รับรองได้ ไม่ใช่ผมจริง ๆ มันเข้าสู่สภาพของมันทั้งหมดเลย ใจก็เข้าสู่สภาพของใจ รูปเข้าสู่สภาพของรูป มันไม่เกี่ยวข้องกัน จึงว่าไม่ต้องเรียนอายตนะ 12 ก็ได้ ไม่ต้องเรียนธาตุ 18 ก็ได้ อินทรีย์ 22 อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท ก็ไม่ต้องเรียนก็ได้ หรือเรียนก็ได้ แต่มันไม่เกี่ยวข้องอารมณ์

ที่หลวงพ่อรู้มาเท่านี้เอง รู้เป็นขั้นเป็นตอน ไม่ต้องพูดว่า ปฐมฌานก็ได้ ทุติยฌาน ตติยฌาน ปัญจมฌาน ก็ได้ พูดก็ได้ ไม่พูดก็ได้ เพราะตัวมันเองจะรู้เอง มีอะไรเกิดขึ้นเราจะรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง

หลวงพ่อจึงพูดว่า ตำหนิแผลที่ลี้ลับของเรามีอยู่ ใครจะรู้ดีเหมือนเราไม่ได้ เราต้องรู้เอง คนอื่นก็เช่นเดียวกัน เราจะไปรู้คนอื่นนั้นไม่ได้ ตำหนิแผลที่ลี้ลับของเขา เราจะรู้แทนเขาไม่ได้ ดังนั้นสันทิฎฐิโก อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง อกาลิโก ไม่ประกอบกาลเวลา จะเป็นเวลาไหนก็ได้

หลวงพ่อทำอันนี้ หลวงพ่อรู้ตอนเช้า หลวงพ่อจึงรู้จักสภาพสภาวะความเป็นเอง ไม่ต้องทำอะไร หลวงพ่อพูดความจริง แต่เป็นความเล่น พระพุทธเจ้าฆ่าคน ถ้าพูดอย่างนี้นะเขาไม่พอใจ แต่ความจริงพระพุทธเจ้าไม่ได้ฆ่าคน พระพุทธเจ้าฆ่าความชั่ว ให้คนเจริญสติ เจริญปัญญา ฆ่าความชั่ว แต่ไม่ได้ฆ่าคนจริง ๆ แต่คนธรรมดาฟังไม่รู้ ความชั่วจะหายไปเอง

 

 

 

hit tracker

ตั๋วเครื่องบิน พบปัญหาการใช้งานภายในเว็บ กรุณาแจ้ง คลิกที่นี่ ,เซ็นสมุดเยี่ยม คลิกที่นี่
Fungdham.com : ศูนย์รวมสื่อธรรมะ บริการ โหลดเพลง นิยาย การ์ตูน คลิปวีดีโอ เสียงธรรม
ตั๋วเครื่องบินราคาถูกหากเว็บมีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้าขออภัยเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วย
จองตั๋วเครื่องบิน ขออนุโมทนาในจิตกุศลของทุกท่าน